วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554
ประเด็นที่1
การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกตั้งครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่พึ่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว 
ประเด็นที่2
โจทก์มิได้ฟ้องให้ ส.และม.รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย  ส.และ ม.เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ พ. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 
ประเด็นที่3
อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาทแต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย




มาตรา 18 ให้ศาลมีอำนาจที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงาน เจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ 
          ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออก หรืออ่านไม่เข้าใจหรือการเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชำระ หรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน ระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น...


มาตรา 142 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสิน ตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่
...(5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้นเมื่อศาลเห็นสมควร  ศาลจะยกข้อเหล่านั้น ขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้

มาตรา 246 เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ดังกล่าวมาข้างต้น บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีใน ศาลชั้นต้นนั้น ให้ใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม

มาตรา 247 ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้ อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้น และภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม





วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

คำพิพากษาฎีกาที่ 3271/2535

คำพิพากษาฎีกาที่ 3271/2535
เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยจะนำวิธีการขอทุเลาการบังคับดังเช่นการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษามาใช้บังคับเพื่อให้มีผลว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลไม่ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เป็นบทบังคับในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้งหมดแล้วผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้น ผู้อุทธรณ์จึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล แต่ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ไว้บางข้อและไม่รับอุทธรณ์บางข้อ กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ โดยไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล



มาตรา 234 ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์ คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตาม คำพิพากษา หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง 






คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8061/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8061/2555
คำร้องสอดอ้างเพียงว่าผู้ร้องสอดครอบครองที่ดินบางส่วนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดมิได้กล่าวอ้างว่า ผู้ร้องสอดมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับจำเลยแต่อย่างใดที่จะถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องสอดไม่มีส่วนได้เสีย ศาลไม่รับคำร้องสอด


มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความ ได้ด้วยการร้องสอด

(1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็น เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตน มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

(2) ด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมี คำพิพากษาขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียว โดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย





วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เกริ่น

     การที่เราจะทำอะไรก็ต้องเข้าใจสิ่งที่เราจะทำอย่างดีก่อนถึงจะทำสิ่งนั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การเรียนกฎหมายก็เช่นเดียวกันก็ต้องมีความเข้าในคำทุกคำในมาตรา(หรือตัวบทนั้นเอง)เราถึงจะใช้กฎหมายได้อย่างประสิทธิภาพ(ถ้าพูดง่ายๆก็คือ ถ้าเข้าใจก็สอบผ่านได้ง่าย แต่เอะบางคนบอกว่า"ฉันเข้าใจนะถามมาตอบได้หมดแต่ทำไมฉันไม่ผ่านสักทีอ่ะ" อันนี้เป็นคำถามที่ตอบยากนะเพราะข้อสอบกฎหมายส่วนมากเป็นข้อเขียนหรือเรียกอีกอย่างว่าข้อสอบอัตนัย ซึ่งคำว่า "อัตนัย" หมายความว่า   เปิดโอกาสให้แสดงความรู้หรือความคิดเห็นส่วนตัวได้ ดังนั้น การตรวจก็ต้องใช้คนตรวจ และเมื่อใช้คนตรวจก็หมายความว่า คนตรวจอาจมีอัตวิสัยที่ไม่เหมือนกับคุณก็ได้ "อัตวิสัย" หมายถึงมุมมองหรือความคิดเห็นของบุคคล ) 
     นอกเรื่องมาพอสมควรเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ผมขอเรียกย่อๆว่า ป.วิ.พ.นะ
     การศึกษาป.วิ.พ.นั้นเราต้องเริ่มทำความเข้าใจตั้งแต่บทนิยามนะ ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าฟังอาจารย์ที่เขาเป็นผู้พิพากษา ทุกคนจะพูดเหมือนกันทำนองว่า"บทนิยามห้ามทิ้งนะ" นั้นหมายว่าบทนิยามสำคัญมาก ซึ่งในความคิดของผมบทนิยามเป็นเหมือนพื้นฐาน ดังนั้น ถ้าพื้นฐานดีก็เข้าใจตัวบทที่มีความซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
      
เริ่มจริงๆแล้วนะ555+ ผมขอกล่าวที่สำคัญๆนะ ไม่งั้นบทความนี้จะยาวเกินจนขี้เกียจอ่าน

      มาตรา 1 (3) คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้ เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ว่าจะได้เสนอใน ขณะที่เริ่มคดี โดยคำฟ้องคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้อง เพิ่มเติมหรือแก้ไขหรือฟ้องแย้ง หรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วย การสมัครใจหรือถูกบังคับหรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่

   ผมจะอธิบายแบบง่ายเรียงคำเลยนะ 
-คำฟ้องเป็นเหมือนการนำคดีเข้าสู่ศาลเพราะคำว่า"กระบวนพิจารณา"นั้นหมายถึงคดีดังกล่าวได้เข้ามาสู่ศาล 
-คำฟ้องต้องเป็นต้องมีโจทก์จำเลย คือต้องเป็นคดีที่มีข้อพิพาทกันระหว่างโจทก์และจำเลย เพราะในตัวบทใช้คำว่า"โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล" เพราะการใช้คำว่าโจทก์นั้นก็แสดงว่ามีจำเลยด้วย 
-คำฟ้องจะเสนอต่อศาลด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้(ตรงตัวเลย)
-คำฟ้องมีได้ทั้ง3ชั้นศาลนะ เพราะตัวบทใช้คำว่า"ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา"
ถ้าอยู่ในศาลชั้นต้น เรียกว่า คำฟ้อง 
ถ้าอยู่ในศาลอุทธรณ์ เรียกว่า คำฟ้องอุทธรณ์
ถ้าอยู่ในศาลฎีกา ก็เรียกว่า คำฟ้องฎีกา
-คำฟ้องไม่จำเป็นต้องเป็นคำฟ้องตั้งแต่เริ่มแรกก็ได้ คือ
    อาจจะเป็นคำร้องเช่น  กรณีมีผู้ร้องแล้วต่อมามีผู้คัดค้านการร้องของผู้ร้องนั้น คำร้องนั้นก็กลายเป็นคำฟ้องไปเพราะมีโจทก์และจำเลยแล้วนั้นเอง ส่วนการจะพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นโจทก์หรือจำเลยนั้นก็ต้องดูว่าฝ่ายใดถูกโต้แย้งสิทธิฝ่ายนั้นเป็นโจทก์(เดียวจะมาอธิบายในวันหน้านะ เดียวจะยืดเกิน)
    คำฟ้องที่เสนอภายหลัง เช่น แก้ไข เพิ่ม เติม คำฟ้อง เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องที่ได้ยื่นนั้นเอง ดังนั้น จึงเป็นคำฟ้องไปด้วย
    คำฟ้องแย้ง ก็ตรงตามตัวบทเลย
    คำร้องสอดเพื่อเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ไม่ว่าจะร้องสอดเข้ามาโดยสมัครใจหรือถูกศาลออกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีก็ตาม (เดียวจะอธิบายในวันหน้านะ เพราะการร้องสอดเป็นเรื่องที่สำคัญที่มีตัวอย่างเยอะ)
    คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตรงตามตัวบทเลย

    มาตรา 1 (4)  คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่ง คู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์

 ความหมายตรงตามตัวบทเลย ที่ต้องจำก็มีแค่
-คดีนั้นต้องมีคำฟ้องอยู่ก่อนจึงจะมีคำให้การได้(ซึ่งคำว่า คำฟ้อง ก็ความหมายตามข้างบนอ่ะนะ)
-คำให้การต้องเป็นการยกขึ้นเพื่อต่อสู้ในประเด็นตามคำฟ้องโจทก์
-คำแถลงการณ์ ไม่ใช่คำให้การ ข้อนี้ต้องระวังเวลาทำข้อสอบอาจโดนหลอกได้ ว่าจำเลยได้ยื่นคำแถลงการณ์แล้วภายในเวลายื่นคำให้การแล้ว (อธิบายวันหน้านะ เมื่อถึงเรื่องการยื่นคำให้การ)

    

   มาตรา 1 (5) คำคู่ความ หมายความว่า บรรดาคำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ 

     ความหมายตรงตัวบทเช่นเดียวกัน ต้องจำแค่เพียงว่า ต้องเป็นกรณีที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ (คำว่าคู่ความจะกล่าวในมาตรา 1 (11)นะ)


   มาตรา 1 (7) กระบวนพิจารณา หมายความว่า การกระทำใด ๆ ตามที่ บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดี ซึ่งได้กระทำไป โดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาล หรือคำสั่งของศาล ไม่ว่าการนั้นจะ เป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ ศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้

     ตรงๆตามตัวบทอีกแล้ว คือ 
- การกระทำที่คู่ความทำต่อศาล  
- การกระทำที่ศาลทำต่อคู่ความ
- การกระทำที่คู่ความทำต่อคู่ความ(พูดง่ายๆรวมทุกสิ่งที่อยู่ขั้นตอนในชั้นศาลนั้นเอง)
เดียวจะอธิบาย คำว่า "การส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น"ว่าทำไมต้องส่ง ส่งอย่างไร เมื่อได้อธิบายเรื่องการส่งคำคู่ความนะครับ


มาตรา 1 (8) การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดใน ศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง

     ความหมาย ในอนุมาตรานี้ต้องจำให้ดีนะคับ เพราะจะนำไปใช้ในเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน ด้วย
-คำว่า"ศาลใดศาลหนึ่ง" แสดงว่า ทั้ง 3 ชั้นศาลคับ 
-คำว่า"ก่อนศาลนั้นชี้ขาด หรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง" หมายถึง ถ้าศาลยังไม่ได้มีการชี้ขาดหรือจำหน่าย ก็ต้องถือว่าคดีนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณานะครับ(เดียวจะอธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อกล่าวถึงเรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนนะครับ)
    เกือบลืมครับถ้าลองสังเกตดีๆในอนุมาตรานี้จะมีคำว่า"กระบวนพิจารณา"ในอนุมาตราก่อนมาผสมอยู่ด้วย และนี้คือเหตุผลที่ผมแนะนำว่าควรศึกษามาตราแรกๆมาตราพื้นให้ดีก่อนแล้วค่อยลุยมาตราหลังๆโดยเจาะลึกกัน


มาตรา 1 (10)  วันสืบพยาน หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน

    ตรงตามตัวบทครับ (มาตราบทนิยามส่วนมากก็ตรงตามตัวบทอย่างนี้แหละครับเพราะมันเป็นมาตราอธิบายความหมายคำที่จะนำไปใช้ในมาตราหลังๆอ่ะ)
อนุมาตราให้จำไว้นะครับ เพราะเราจะนำไปใช้ทำความเข้าใจเรื่องขาดนัดพิจารณา (อ่ะๆ บางคนอาจงงว่าจะนำไปใช้อย่างไร เหมือนเดิมครับเดียวผมจะอธิบายให้เข้าใจในวันหน้านะ)
-สิ่งที่ต้องจำ วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน เท่านะครับ  คือ วันที่มีการสืบพยานกันจริงๆนะคับ กรณีศาลเลื่อนก็ต้องถือวันที่สืบพยานจริงๆนะครับ


มาตรา 1 (11) คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้อง ต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณา ให้รวมถึง บุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะ ทนายความ

   อนุมาตรานี้จะนำไปใช้ ในมาตราหลังๆบ่อย ไม่แพ้มาตรา1 (7) (8) เลย แต่เมื่อมีการนำไปใช้มักจะมีการพ่วงมาตรา 1(5) ไปด้วยเกือบทุกครั้งไป พูดง่าย (5) กับ (11)ผูกพันกัน แต่อาจแยกกันก็ได้นะ เพราะถ้าขาดกันไม่ได้เลย คนตรากฎหมายคงให้อยู่อนุมาตราเดียวกันไปแล้วแหละ55+
   เข้าเรื่องเลยดีกว่า  อนุมาตรานี้เขาต้องการที่จะอธิบายว่าใครบ้างที่เป็นคู่ความในคดี ก็ตรงๆอ่ะนะ
-"ผู้ยื่นคำฟ้อง" ได้แก่ โจทก์ (อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้)
-"ผู้ถูกฟ้อง" ได้แก่ จำเลย (อาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้)
-"ผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ" ได้แก่ ผู้มีสิทธิทำการแทนโจทก์หรือจำเลย เพราะ คำว่า"บุคคลนั้นๆ"หมายถึงตัวโจทก์หรือจำเลยนั้นเอง
-"ทนายความ"
อนุมาตรานี้สำคัญนะครับเพราะเราต้องรู้นะครับว่าใครทำอะไร เป็นคู่ความในคดีหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่คู่ความก็จบครับไม่มีอำนาจกระทำ (ขอยกไว้กล่าวในเรื่องวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นนะครับ เพื่อจะได้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น)

มาตรา 1 (12)  บุคคลผู้ไร้ความสามารถ หมายความว่า บุคคลใด ๆ ซึ่งไม่มีความสามารถตามกฎหมาย หรือความสามารถถูกจำกัด โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ

ตามตัวบทใช้คำว่า"โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ" นั้นหมายถึง เขาให้เรากลับไปดูว่า ป.พ.พ.กล่าวไว้อย่างไรใครบ้างที่เป็น บุคคลผู้ไร้ความสามารถ
ซึ่งโดยหลักๆแล้วก็ได้แก่ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ
ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องลักษณะ3 คู่ความต่อไปอย่างละเอียด ว่าคนใดทำอะไรไม่ได้บ้าง คนใดทำอะไรได้บ้าง ส่วนมากจะถูกนำไปใช้ออกข้อสอบเกี่ยวกับว่าคนใดนำคดีขึ้นสู่ศาลได้บ้าง

มาตรา 1 (13) ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายความว่า บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิที่จะทำการแทนบุคคลไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลที่จะต้องให้คำอนุญาตหรือให้ความยินยอมแก่ผู้ไร้ความสามารถในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนุมาตรานี้มักใช้คู่กับอนุมาตราก่อนเสมอ 


มาตรา 1 (14) เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคล ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน

อนุมาตรานี้จะนำไปใช้กับกรณี เรื่อง การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง (เหมือนเดิมครับจะอธิบายโดยละเอียดเมื่อได้มีการอธิบายถึงเรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) แต่ตอนนี้ขอให้จำว่าใครบางเป็น เจ้าพนักงานบังคดี ได้แก่
-เจ้าพนักงานบังคับคดีตามป.วิ.พ.
-ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฎิบัติแทน

วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ ผมก็ได้ทิ้งท้ายไว้เกือบทุกอนุมาตรานะว่าวันหน้าจะมาอธิบายต่อ555+
โปรดติดตามตอนต่อไป (การเขียนบทความครั้งนี้เป็นเพียงการเตือนความทรงจำของผมเอง ว่าครั้งหนึ่งเคยถูกอบรมการใช้กฎหมายอย่างนี้ ซึ่งต่อไปกฎหมายอาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผมขอแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจศึกษากฎหมายนะครับว่า การศึกษาไม่มีสิ้นสุดแต่วุฒิของการศึกษานะมีที่สิ้นสุดนะครับ เราจะเป็นคนเลือกเองว่า "เราอยากได้อะไร")